Friday, 1 May 2009

ข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ (Basic Information)

ความพร้อมของการลงทุนในหุ้นนั้น นอกเหนือไปจากการรู้จักตลาดหลักทรัพย์, กระบวนการซื้อขาย รวมทั้งการได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือลูกค้าของบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์แล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือการทราบและเข้าใจถึงข้อมูล พื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ในส่วนนี้เราจะได้อธิบายให้คุณมีความเข้าใจถึงส่วนสำคัญที่คุณมักได้พบเห็นอยู่เสมอๆ เมื่อมีการรายงานหรือพูดถึงตลาดหลักทรัพย์ ข้อมูลพื้นฐานที่คุณจะต้องเข้าใจและใช้ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เบื้องต้น 2 ประการ ด้วยกันคือ 1. การพิจารณาภาพรวมของตลาด การรับทราบข้อมูลและพิจารณาภาพโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งแรกที่คุณได้พบเห็นหรือได้ยินอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีหัวข้อที่สำคัญดังนี้ - ดัชนีราคาหุ้น มีการคิดค้นกันมาหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่ "ดัชนีราคาหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย" หรือ SET Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นที่คำนวณถัวเฉลี่ย - ราคาหุ้นสามัญ แบบถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนหุ้นจดทะเบียน หมายความว่าหุ้นใหญ่ หรือหุ้นที่มีทุนจดทะเบียนสูง หากมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index มากกว่าการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของหุ้นเล็ก หรือหุ้นที่มีทุนจดทะเบียนต่ำหรือน้อยกว่า นอกจาก SET Index แล้ว ยังมีดัชนีราคาหุ้นอื่นๆ ที่มีการคิดค้นกัน เพื่อใช้พิจารณาแนวโน้มของตลาดหลักทรัพย์อีก เช่น ดัชนี SET50 Index และดัชนีราคาหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectoral Indices) เพื่อใช้พิจารณาการเคลื่อนไหวของหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมว่าเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นอย่างไรในช่วงนั้น ๆ - ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แล้ว ตัวเลขที่ผู้ลงทุนมักได้ยินควบคู่กันไป คือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งแสดงให้นักลงทุนได้ทราบว่า ตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหนาแน่น หรือคึกคักเพียงใด ถ้าภาวะตลาดดี ผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก ในทางตรงกันข้ามหากภาวะตลาดซบเซา ผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง ดังนั้นปริมาณการซื้อขาย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ - จำนวนหุ้นที่มีราคาปิดสูงขึ้น ลดลงหรือเท่าเดิม หากวันใดที่หุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดสูงขึ้น จะเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพของสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ดี ในทางตรงข้าม หากวันใดที่ราคาหุ้น ส่วนใหญ่ติดลบ สภาพตลาดอาจไม่ดีนัก หรือถ้าหุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดค่อนข้างคงที่แสดงว่าตลาดหลักทรัพย์น่าจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ ซึ่งผู้ลงทุน อาจจะพิจารณาทิศทางที่ปริมาณหุ้นเปลี่ยนแปลงไปในการวิเคราะห์ตลาดด้วยตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้อาจเป็น การมองภาพในระยะสั้น ๆ ผู้ลงทุนยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบด้วย
2. การพิจารณาคุณภาพหุ้นรายตัว นอกเหนือจากการพิจารณาภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ตามที่กล่าวมา คุณควรจะทราบด้วยว่าหุ้นที่ดีและน่าลงทุนนั้น สามารถดูได้จากอะไรได้บ้าง ซึ่งเราขออธิบายหลักการเบื้องต้นในการพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ของคุณ ดังนี้ - ราคา (Price) โดยปกติผู้ลงทุนมักเห็นราคาของหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง จากแรงซื้อ แรงขาย อยู่ตลอดเวลา และเมื่อตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการ ผู้ลงทุนมักดูราคาปิดของหุ้นที่ตนเองสนใจว่าเพิ่มขึ้น ลดลง หรือ เปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และราคาก็หมายถึงจำนวนเงิน ที่ผู้ลงทุนพิจารณาว่าเหมาะสมต่อการซื้อขาย หรือถือหุ้นนั้น ๆ ไว้หรือไม่อย่างไร แต่ในการวิเคราะห์คุณภาพของหุ้นต่าง ๆ นั้น ราคาหุ้นจะต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการดำเนินงานอันได้แก่ กำไรต่อหุ้น การจ่ายปันผล หรือข้อมูลอื่น ๆ อีกหลายประการ ดังนั้นราคาจึงเป็นเพียง ตัวกำหนดเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น - ราคาปิดต่อกำไรหุ้น (P/E Ratio) เป็นเกณฑ์ที่คิดจากอัตราส่วน (Ratio) ราคาปิด (Close Price: P) เทียบกับกำไร ต่อหุ้น (Earnings per share: E) ซึ่งสามารถแสดงคุณภาพในระดับพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น ๆ ได้ ค่า P/E Ratio คำนวณได้ จากการเอาราคาปิดของหุ้น ณ วันทำการหนึ่ง ๆ หารด้วยมูลค่ากำไรต่อหุ้นของหุ้นนั้น ๆ ดังมีสูตรดังนี้ P/E = ราคาปิด หรือราคาตลาดของหุ้น (P) กำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือนของหุ้น (E) ตัวเลขที่ได้เป็นการบอกว่า หุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวนั้นจะใช้เวลากี่ปีในการที่ผลตอบแทนหรือกำไรสุทธิ จะรวมกัน เท่ากับราคาของมัน ณ เวลาที่ทำการคำนวณ เช่น หุ้น ABC มีราคาปิด (Price: P) เท่ากับ 100 บาทและมีกำไรต่อหุ้น (Earnings per share: E) เท่ากับ 20 บาท ดังนั้นค่า P/E Ratio จึงเท่ากับ 100/ 20 หรือ 5 เท่านั้นเอง (ซึ่งหมายความว่าหุ้นตัวนี้ ณ เวลาที่คำนวณนี้ จะใช้เวลาเพียง 5 ปีในการที่ กำไรต่อหุ้นจะรวมกันเท่ากับราคาของมัน) หุ้นตัวใดมีค่า P/E Ratio ต่ำ ย่อมมีคุณภาพที่จัดได้ว่าดีกว่าหุ้น ที่มีค่า P/E Ratio สูง ในทางกลับกัน สมมุติว่าหุ้น DEF มีราคาปิดเท่ากับ 200 บาท และมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 20 บาท ดังนั้น ค่า P/E Ratio ของหุ้นตัวนี้จึงเท่ากับ 200 หารด้วย 20 หรือ 10 เท่า (ซึ่งหมายความว่าหุ้นตัวนี้ ณ เวลาที่คำนวณนี้ จะใช้เวลา 10 ปี ในการที่กำไรต่อหุ้นจะรวมกันเท่ากับราคาของมัน) เมื่อเปรียบเทียบหุ้น ABC กับหุ้น DEF เราก็พอจะสรุปได้ในระดับหนึ่งว่าหุ้น ABC มีคุณภาพดีกว่าหุ้น DEF กล่าวโดยสรุป หุ้นที่มีค่า P/E Ratio ที่ต่ำกว่า แสดงว่ามีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่า หรือราคาหุ้นยังต่ำกว่า หุ้นที่มีค่า P/E Ratio สูง เมื่อคิดจากประสิทธิภาพในการดำเนินงานหรือผลกำไร - อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) หมายถึง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากหุ้นตัวใดมี Dividend Yield สูง อาจได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากกว่า เนื่องจากให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากกว่า ซึ่งสามารถเปรียบเทียบระหว่างหุ้นแต่ละตัวได้ว่า ตัวใดน่าสนใจมากกว่ากัน
อัตราเงินปันผลตอบแทนสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้คือ อัตราเงินปันผลตอบแทน = มูลค่าปันผลต่อหุ้น(Dividend) X 100 กำไรสุทธิต่อหุ้น(Earning Per Share) เช่น หุ้น ABC มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากัน 20 บาท ประกาศจ่าย เงินปันผลเท่ากับ 2 บาท ดังนั้น อัตราเงินปันผลตอบแทน หุ้น ABC = 2x100 = 10% 20 - ปริมาณการซื้อขาย การที่ผู้ลงทุนจะซื้อหรือขายหุ้น ปริมาณการซื้อขายหุ้นหรือสภาพคล่องนับว่ามี ส่วนสำคัญ กล่าวคือ หากหุ้นมีสภาพคล่องสูงหรือมีปริมาณหุ้นเข้ามาหมุนเวียนซื้อขายมาก การเข้าซื้อหรือขายย่อมทำได้ง่าย หากมีสภาพคล่องต่ำ หรือมีปริมาณการซื้อขายน้อย การเข้าซื้อย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะขาดผู้เสนอขาย ในทางกลับกันหากผู้ลงทุนต้องการขายหุ้น แต่ไม่มีผู้เสนอซื้อ หรือมีเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การขายหลักทรัพย์นั้นเป็นไปได้ยาก ส่งผลเสียต่อผู้ลงทุนที่มีความเร่งรีบในการใช้เงิน ดังนั้นการพิจารณาปริมาณการซื้อขายหุ้นจึงมีความจำเป็นด้วยเช่นกัน การพิจารณาหุ้นในเชิงธุรกิจการเงิน หมายความถึงการวิเคราะห์ดูว่าหุ้นที่สนใจลงทุนนั้น มีศักยภาพในการเจริญเติบโต มีความมั่นคง เข้มแข็งในทางการเงินและการบริหาร และมีโอกาส ที่จะตอบแทนผลกำไรที่คุ้มค่าแก่ผู้ที่เข้ามาซึ้อหุ้นนั้น ๆ ไว้มากน้อยเพียงใด การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ อาจจะค่อนข้างละเอียดซับซ้อนซึ่งเมื่อผู้ลงทุนได้ทำความเข้าใจในการลงทุนเบื้องต้นดีพอแล้วจึงค่อยศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมต่อไป ที่กล่าวมานี้คือการพิจารณาจากสภาพตลาดและตัวหลักทรัพย์นั้น แต่ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ ส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดและราคาหุ้น ซึ่งสื่อต่าง ๆ ได้รายงานไว้เพื่อให้นักลงทุนทราบ เราขอแนะนำให้คุณไปที่ Info Services ซึ่งรวบรวมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ให้คุณทราบว่า มีสื่ออะไรบ้างที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก่อนจะได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาตัดสินใจว่าควรจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือไม่เพียงใด หรือเมื่อใด
_________________________
ที่มา www.set.or.th

Sunday, 25 January 2009

"วิธีสร้างรายได้จากการแนะนำ สร้างเว็บ หาเงินบนเน็ต eClass"


สวัสดี ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวสารที่อัพเดทได้เร็ว เชื่อมโยงไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อขายที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกและอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเราในชีวิตประจำวันสิ่งที่สำคัญบนอินเตอร์เน็ต คือ "เว็บไซต์" นั่นเอง แต่ละเว็บมีวัตถุประสงค์การสร้างที่แตกต่างกันออกไป เว็บไซต์มีการเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่มีหยุด
http://www.adsensethai.com/?adst=524
ฉะนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเอง หรือว่ามีแล้วแต่อยากจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา ให้แตกต่างจากเดิม ลองเข้าไปศึกษารายละเอียดของเว็บไซต์ที่แนะนำนี้ได้ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการสอนการสร้างเว็บไซต์ และสอนวิธีการหารายได้ให้กับเว็บไซต์ สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆจากที่บ้านของคุณ โดยการเรียนรู้วิธีการสร้างเว็บไซต์ด้วยบทเรียนออนไลน์ที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นนักสร้างเว็บไซต์มืออาชีพ และสามารถหารายได้ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายๆ ภายในเวลาไม่นาน
เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ eClass สอนสร้างเว็บไซต์ ได้ที่
http://www.adsensethai.com/?adst=524
manee pandee
ป.ล. ด้วย eClass สอนสร้างเว็บไซต์ นี้ ทำให้หลายๆคนสามารถสร้างธุรกิจออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าหากว่าคุณตั้งใจจะหารายได้เพิ่มอีกระดับหนึ่ง อย่าพลาดชม eClass สอนสร้างเว็บไซต์ นี้ ด้วยประการทั้งปวง

Sunday, 24 August 2008

แนะหนทางสู่ความร่ำรวย ที่นี!!! ด่วน


สวัสดีครับ สมาชิกใหม่ ทุกท่าน

เคยทราบไหมครับว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจคืออะไร
คำตอบก็คือ การโฆษณานั่นเองครับ

ทุกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้น จะสามารถทำการโฆษณาและสื่อถึงข้อดีของสินค้าและบริการของเราให้กับกลุ่มลูกค้าของเราให้รับรู้กันได้มากที่สุด ดังจะเห็นได้ว่า สินค้าระดับโลกหลายๆอย่าง เช่น Coca Cola, Pepsi, Nike เป็นต้นนั้น จ่ายเงินเป็นค่าโฆษณาหลายร้อยล้านดอลล่าร์ในแต่ละปีๆ ทั้งหมดก็เพื่อให้คนสามารถจดจำสินค้าของตนเองได้

สำหรับธุรกิจ eCommerce นั้น การโฆษณาเว็บไซต์หรือสินค้าให้เป็นที่รู้จักนั้น มีความสำคัญมากยิ่งกว่า เพราะว่า ถ้าหากเรามีเว็บไซต์แต่ไม่เคยทำการโฆษณาเว็บไซต์ของเราเลย ก็ไม่มีทางที่คนอื่นๆ จะเข้ามาเห็นเว็บไซต์ และเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการในเว็บไซต์ของเราได้เลยครับ
ดังจะเห็นได้ว่า มีเว็บไซต์หลายๆเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ แม้ว่าจะมีสินค้าที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมสักเพียงไหนก็ตาม ในเวลาไม่นาน เว็บไซต์นั้นก็ต้องปิดตัวลงไป เพราะว่าทนกับการขาดทุน เนื่องจากการที่ไม่มีคนเข้ามาซื้อสินค้าเลยไม่ไหว

ในปัจจุบันเว็บไซต์จำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับ การโฆษณาด้วย Search Engine กันมาก เพราะว่าคนโดยทั่วไปนั้น เวลาค้นหาสิ่งใดก็ตามบนอินเตอร์เน็ต ก็จะต้องใช้ Search Engine เป็นตัวเริ่มต้นในการค้นหา เนื่องจาก Search Engine นั้น เป็นวิธีการค้นหาข้อมูลต่างๆบนอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วและทันใจมากที่สุด ทำให้ถ้าหากใครก็ตามที่สามารถทำให้เว็บไซต์ของตนเองปรากฏบน Search Engine ได้ ก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากบนอินเตอร์เน็ตได้ครับ

ดังที่เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Yahoo! นั้นเป็น Website ที่มีคนเข้ามากที่สุดในโลก ดังนั้น ถ้าหากเราสามารถทำการโฆษณาเว็บไซต์บน Yahoo! ได้ก็เท่ากับว่า เราจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อีกมากเลยทีเดียวครับ
ถ้าหากว่าคุณสนใจในการทำโฆษณาเว็บไซต์กับ Yahoo! แล้วล่ะก็ คุณเองก็สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆจากที่บ้านของคุณครับ โดยการเรียนรู้วิธีทำโฆษณากับ Yahoo! ด้วย YSM Expert บทเรียนออนไลน์ที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นนักโฆษณาเว็บไซต์มืออาชีพ ที่สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กับเว็บไซต์ของคุณอีกหลายเท่า ภายในเวลาไม่นาน
เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ YSMExpert ได้ที่
http://www.ysmexpert.com/?ysm_bonus=1435